BangkokOnFire2

การออกแบบสถาปัตยกรรมเพื่อป้องกันการก่อการร้าย 2

เขียนเมื่อ 22 May 2010 at 00:56

มีหลายคนถามว่า สถาปนิกที่เรียนมาตั้งห้าปีในมหาวิทยาลัย ศึกษาเรื่องต่างๆมาเยอะมาก ทั้ง แนวคิดการออกแบบที่มาจากจิตวิญญาณ การประหยัดพลังงาน การก่อสร้าง แล้วยังต้องมารู้เรื่องนี้อีก ไม่มากไปหรือไง

ขอเรียนว่า การออกแบบอาคารเพื่อป้องกันการก่อการร้ายนั้นจะถูกใช้ในอาคารแค่บ้างประเภท เท่านั้น ไม่ได้ใช้กันโดยทั่วไป ดังนั้นคนที่จะต้องเข้าใจหรือมีความรู้ความเข้าใจเรื่องนี้คงมีเฉพาะ ผู้เกี่ยวข้องกับการออกแบบอาคารประเภทนั้นๆเท่านั้นเอง

BangkokOnFire2

อุปสรรค์ หรืออาจจะเรียกว่า สิ่งที่ทำให้เราไม่ต้องเอาความรู้นี้ไปใช้เลยนั้นก็คือ ความต้องการของเจ้าของอาคาร เพราะ การป้องกันเพื่อรักษาความปลอดภัย จะสวนทางกับ การออกแบบอาคารได้รับความสะดวก ยิ่งมีมาตรการเพื่อรักษาความปลอดภัยมากเท่าไร ผู้ใช้อาคารก็จะไม่ได้รับความสะดวกสบายมากเท่านั้น

ดังนั้น นอกจากเรื่องงบประมาณที่ต้องเพิ่มขึ้นเพื่อให้อาคารนั้นต่อต้านการก่อการร้ายได้แล้ว สิ่งที่ทำให้เจ้าของโครงการส่วนใหญ่ส่ายหน้าในเรื่องนี้คือทำให้ ลูกค้า และผู้มาติดต่อไม่ได้รับความสะดวกในการเข้าใช้อาคาร ส่งผลอย่างมากต่อการตลาด และการขายพื้นที่

สิ่งแรกที่สถาปนิกจะต้องทำก็คือ ต้องทำความเข้าใจกับความต้องการของเจ้าของอาคารก่อนในเรื่องนี้ ไม่เช่นนั้นเราอาจจะต้องออกแรงสมองฟรี เจ้าของอาคารหลายรายมีแนวคิดว่า เอาเงินที่จะต้องลงทุนไปซื้อประกันภัยเพิ่มดีกว่า นอกจากไม่ต้องเสียเงินลงทุนก่อสร้างซึ่งอาจจะป้องกันภัยไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ยังได้เงินมาช่วยซ่อมแซมอาคารที่เสียหายอีกด้วย

เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่หลายๆคนเข้าใจผิด เพราะคิดว่าเรื่องนี้เป็นการมุ่งเน้นเรื่องการป้องกันเพียงทรัพย์สินและตัวอาคารเท่านั้น แต่หลักพื้นฐานการออกแบบไม่ว่าจะเป็นการป้องกันอัคคีภัยหรือการป้องกันภัยจากการก่อการร้าย เป้าหมายสูงสุดคือการรักษาชีวิตของผู้ที่อยู่ในตัวอาคาร ซึ่งไม่มีสัญญาประกันวินาศภัยใดๆ จะหามาทดแทนและชดใช้ได้ เป้าหมายถัดมาจึงจะมาพูดถึงการรักษาทรัพย์สินที่อยู่ภายในตัวอาคารซึ่งเป็นเรื่องรอง และสุดท้ายจึงจะพูดถึงการรักษาตัวอาคารไว้ไม่ให้เสียหายหรือเสียหายน้อยที่สุดนั้นเป็นเรื่องสุดท้าย

การเกิดเพลิงไหม้ของศูนย์การค้าระดับหรูของกรุงเทพที่เกิดขึ้นครั้งไม่มีการศูนย์เสียชีวิตเลย จึงถือเป็นเรื่องดีจากความหายนะ ลองคิดดูว่าถ้าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงที่มีผู้คนจำนวนมากอยู่ในอาคารตามปกติ เราจะมีความสูญเสียมากมายกว่านี้สักเท่าไร

แม้ว่าในสายตาของนายทุนหลายคนอาจจะมีมุมมองในเรื่องนี้ที่แตกต่างไป มีตัวอย่างในอดีตเมื่อประมาณสิบกว่าปีก่อนที่เกิดเพลิงไหม้ขึ้นในศูนย์การค้าขนาดใหญ่ และมีการลุกลามของไฟไปทั่วทุกส่วนของอาคารเนื่องจากเป็นการวางเพลิง แม้ว่าตำรวจดับเพลิงจะเข้ามาในที่เกิดเหตุได้ทันและดับไฟได้ในที่สุด แต่โครงสร้างอาคารนั้นก็เสียหายไปมาก ในช่วงนั้นนายทุนได้สั่งระดมพนักงานของตนเป็นจำนวนมากเข้าไปขนสินค้าที่ยังไม่ถูกไฟไหม้เสียหายออกมา ปรากฏว่าตัวอาคารที่กำลังจะวิบัติอยู่แล้วนั้นได้ถล่มลงมาทับคนงานเสียชีวิตไปหลายราย

นี่เป็นอุทาหรณ์ที่ดีแต่เป็นเรื่องที่ผิดเป็นอย่างยิ่งที่นายทุนหลายคนที่มักคิดว่าทรัพย์สินสำคัญกว่าชีวิตของคน จึงไม่น่าแปลกใจที่การเสนอแนวคิดเรื่องความปลอดภัยแต่ต้องจ่ายค่าใช้จ่ายเพิ่ม ให้กับนายทุนบางคนนั้นจึงเป็นเรื่องน่าเข็ญใจเหลือเกินสำหรับสถาปนิกไทย

กลับมาเรื่องแนวทางการออกแบบสถาปัตยกรรมเพื่อป้องกันการก่อการร้าย วิธีการที่ง่ายที่สุดในเรื่องนี้นั้นมีคำพูดที่ดีที่สุดสำหรับเรื่องนี้คือ “ถ้าอยากจะจับโจรเราต้องคิดแบบโจร” ดังนั้นเราต้องคิดว่า โจรที่จะมาก่อวินาศกรรมนั้นจะทำอะไรได้บ้าง เราก็จะได้เตรียมแผนการที่จะป้องกันตัวได้ อีกประการหนึ่ง เราต้องแยกความแตกต่างระหว่าง “ขโมย” และ “โจร” ออกจากกัน เพราะคนสองพวกนี้มีพฤติกรรมและการตอบสนองที่ไม่เหมือนกัน เช่น การประกาศว่าพื้นที่นี้ติดกล้องวงจรปิด หรือการพยายามติดกล้องวงจรปิดไว้อย่างเปิดเผย สามารถขู่ให้ ขโมย กลัวได้ แต่ป้องกันโจรไม่ได้ เพราะโจรจะเข้ามาทำลายกล้องหรือตัวบันทึกข้อมูล ถ้ามองเห็นหรือรู้ว่าตัวกล้องหรือตัวบันทึกข้อมูลนั้นอยู่ที่ใดหรือบริเวณใด

ยังมีต่อ

กลับไปที่รายการบทความ<–