BangkokOnFire4

การออกแบบสถาปัตยกรรมเพื่อป้องกันการก่อการร้าย 4

เขียนเมื่อ 23 May 2010 at 13:04

จากบทความเรื่องการออกแบบสถาปัตยกรรมเพื่อป้องกันการก่อการร้ายมาแล้ว 3 ตอน มีการตอบรับกลับมาพอสมควร อาจารย์ระดับชั้นครูในมหาวิทยาลัย สถาปนิกนักวิชาชีพหลายท่านได้ให้ความสนใจและให้ความเห็นที่เป็นประโยชน์หลากหลายความเห็น ผู้เขียนจับประเด็นหนึ่งที่สำคัญได้คือ อยากให้มีการแบ่งประเภทของอาคารที่ต้องมีการป้องกันการก่อการร้ายเป็นส่วนหนึ่งของบทความนี้

BangkokOnFire4

ผู้เขียนของเรียนว่า ใจจริงนั้น อยากให้เรื่องของการตัดสินใจว่า อาคารของตนจะต้องจัดการเกี่ยวกับการป้องกันการก่อการร้ายในระดับใดนั้น เป็นเรื่องการพูดคุยปรึกษาและตกลงกันในระหว่าง เจ้าของโครงการโดยเฉพาะตัวแทนด้านการรักษาความปลอดภัย กับสถาปนิก วิศวกรผู้ออกแบบ ทั้งนี้เนื่องจาก บทความนี้ทำหน้าที่เป็นเพียงการนำเสนอข้อมูลและความเห็นในแบบ เสนอแนะเท่านั้น

แต่หลังจากได้รับทราบความเห็นจากหลายท่าน ผู้เขียนได้กลับมานึกดูแล้วจึงเห็นว่าน่าจะกำหนดแนวทางไว้บ้าง เพราะการพัฒนาโครงการหลายแห่งโดยเฉพาะโครงการของรัฐนั้น มักเอางบประมาณเป็นที่ตั้ง ข้าราชการส่วนใหญ่เมื่อได้งบประมาณมามักต้องการอาคารที่ใหญ่โตที่สุด พื้นที่มากที่สุด บนงบประมาณน้อย เมื่องบประมาณไม่พอก็จะใช้วิธีการตัดงานส่วนที่ตัวเองคิดว่าไม่จำเป็นออกเพื่อประหยัดงบประมาณ การออกแบบส่วนรักษาความปลอดภัยจึงมักเป็นส่วนแรกๆที่ตัดออกจากงบประมาณ ดังนั้นถ้าเราไม่ให้แนวทางไว้เลย เรื่องการรักษาความปลอดภัยพวกนี้อาจจะไม่ได้บรรจุไว้ในแผนการทำงานเลย

ก่อนอื่น ขออนุญาตเรียนว่า คำนิยามของ “อาคาร” ในบทความนี้ เราไม่ใช้คำจำกัดความตามที่ได้บัญญัติ กฎหมายควบคุมอาคาร ที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ เนื่องจากกฎหมายดังกล่าว มีข้อยกเว้นเกี่ยวกับสิ่งก่อสร้างหลายชนิดว่าสิ่งก่อสร้างนั้นไม่ใช่อาคาร เช่น สถานีรถไฟลอยฟ้า สถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน สิ่งปลูกสร้างเหล่านี้ไม่ใช่ “อาคาร” แต่เป็น “สาธารณูปโภค” ดังนั้นจึงไม่ต้องเข้าข่ายต้องควบคุมตามกฎหมายควบคุมอาคารของไทย นี่เป็นสาเหตุที่สิ่งก่อสร้างพวกนี้ ไม่ต้องมีบันไดหนีไฟตามกฎหมาย ไม่ต้องมีระบบดับเพลิงด้วยสปริงเกอร์ นั่นเอง แต่ในบทความนี้ เราจะถือว่า สิ่งก่อสร้างทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นอาคารตามกฎหมายควบคุมอาคารหรือไม่ เป็น “อาคาร” ทั้งหมด ไม่มีข้อยกเว้น รวมไปถึง สิ่งก่อสร้างระบบราง ระบบสายส่ง ที่เชื่อมต่อกับอาคาร ถือเป็นส่วนหนึ่งของ “อาคาร” ด้วยเช่นกัน

ตามความเห็นของผู้เขียนนั้น ถ้าให้แบ่งระดับประเภทของอาคารที่ต้องมีการวางแผนและออกแบบเพื่อป้องกันการก่อการร้ายเอาไว้นั้น เรียงลำดับได้เป็นสี่ระดับ โดยยึดหลักการมองผ่านมุมมองของ “ผู้ก่อการร้าย” เป็นหลัก คือ

ระดับที่หนึ่งคือ อาคารที่เป็นเป้าหมายของผู้ก่อการร้ายโดยตรงเพื่อสร้างแรงกระเพื่อมที่รุนแรง จากการเสียชีวิตของผู้คนจำนวนมาก เนื่องจากมักมีประชาชนทุกระดับชั้นใช้บริการเป็นจำนวนมาก อีกทั้งอาคารเป็นที่รู้จักของผู้คนทั่วไป นั่นก็คือ สถานีขนส่งสาธารณะ เช่น สนามบิน สถานีรถไฟ สถานีรถโดยสารขนาดใหญ่ สถานีรถไฟฟ้าใต้ดินและบนดิน เป้าหมายเหล่านี้ ถ้าจัดการได้จะทำให้เหตุการณ์เป็นข่าวใหญ่ เกิดความตื่นตระหนกของผู้คน เพราะคนได้รับข่าวการก่อการร้ายและเคยไปใช้บริการสถานที่นั้นมักจะสร้างจิตนาการว่า ถ้าตนเองอยู่ในสถานที่นั้นในวันและเวลานั้นจะเกิดความสูญเสียกับตนเองอย่างไร

องค์กรของผู้ก่อการร้ายที่ทำเรื่องนี้จะเป็นที่รู้จักในชั่วข้ามคืน ดังนั้นอาคารเหล่านี้จึงมักตกเป็นเป้าหมายหลักแรกๆของผู้ก่อการร้ายเสมอ

อาคารระดับที่สอง คือ สถานที่ราชการต่างๆ เช่น ศาลากลางจังหวัด สถานีตำรวจ สถานีดับเพลิง แต่น่าแปลกที่ ศูนย์การค้าในกรุงเทพถูกเผาแต่สำนักงานตำรวจแห่งชาติที่อยู่ตรงข้ามแค่ข้ามถนนกลับไม่มีความเสียหายแม้รอยขีดข่วน อาจจะเพราะสำนักงานตำรวจแห่งชาติของเรามีการออกแบบเพื่อต่อต้านการก่อการร้ายได้เป็นอย่างดีมากนั่นเอง

อาคารในระดับนี้อาจจะรวมไปถึง อาคารประเภทที่เกี่ยวกับระบบการสื่อสารต่างๆ เช่น โรงผลิตและจ่ายไฟฟ้า สถานีโทรทัศน์ ชุมสายโทรศัพท์ คลังน้ำมัน ฯลฯ ก็น่าจะจัดไว้ในระดับด้วย

การก่อการร้ายกับอาคารประเภทนี้นอกจากจะสร้างความเสียหาย ความตื่นตระหนกแก่ประชาชนแล้ว ยังทำให้เกิดภาพว่าอำนาจรัฐนั้นอ่อนแอ ไม่สามารถควบคุมเหตุความรุนแรงนี้ได้

อาคารระดับที่สาม คือ อาคารขนาดใหญ่ และอาคารสูง ที่ต้องเป็นอาคารที่ผู้คนทั่วไปรู้จักเป็นอย่างดี เช่น เวอร์เทรดเซ็นเตอร์ที่เมืองนิวยอร์ก หรือ ศูนย์การค้าชื่อดังระดับเลิศหรูของไทย จะเห็นว่าอาคารยิ่งมีขนาดใหญ่เท่าไรก็จะสร้างกระแสข่าวได้มากกว่าอาคารเล็ก เนื่องจากผลกระทบด้านความรู้สึกในขนาดของพื้นที่ และจำนวนผู้คนที่เคยมีประสบการณ์ในอาคารนั้นมีมาก

เห็นได้ชัดเลยว่า จากเหตุการณ์ที่ผ่านมาผู้คนจะพูดและอาลัยอาวรณ์ถึงศูนย์การค้าขนาดใหญ่ยักษ์ที่เพิ่งสร้างเสร็จไม่นานนักมากกว่าที่จะพูดถึงโรงภาพยนตร์สยามที่แม้ว่าจะมีประวัติศาสตร์ยาวนานมากกว่าเป็นจุดประวัติศาสตร์ที่สำคัญของพื้นที่นั้น ทั้งนี้เพราะขนาดและความใหญ่โตเป็นสำคัญ อีกทั้งโรงภาพยนตร์สยามนั้นค่อนข้างเก่าและผู้คนรุ่นใหม่ไม่รู้สึกผูกพันเนื่องจากไม่ได้ไปใช้บริการอาคารนี้ไปนานแล้วนั่นเอง

อาคารในระดับสุดท้ายคือ อาคารทั่วไป และบ้านเรือนของประชาชน ส่วนใหญ่อาคารเหล่านี้มักจะเป็นการกระจายการก่อการร้ายจากกรณีที่อาคารต่างๆในระดับต้นๆมีการดูแลที่ดีมาก จนทำให้ก่อการไม่สำเร็จ หรือบางครั้งอาจจะเกิดจากโดนลูกหลงเนื่องจากการก่อการร้ายในบริเวณใกล้เคียงก็เป็นได้เช่นกัน

ยังมีต่อ

กลับไปที่รายการบทความ<–