A r c h i t e c t ' s __ A n s w e r s =^-^= (winyou webpage)
ส ถ า ป นิ ก ต อ บ ปั ญ ห า =^-^=

 

“การขยายบทบาทของสถาปนิกไทยในด้านไอที”

โดยวิญญู วานิชศิริโรจน์
เอกสารคำบรรยายในการสัมมนา
เรื่อง "การขยายบทบามของสถาปนิกไทย" จัดโดยสมาคมสถาปนิกสยามฯ
ร่วมกับ โครงการจัดการศึกษาสาขาสถาปัตยกรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
วันที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2542


ตอน การขยายบทบาทสถาปนิกด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ

การใช้คำว่า”คอมพิวเตอร์”นั้นไม่สามารถครอบคลุมเนื้อหาของงานด้านนี้ได้ทั้งหมด เนื่องจากอุปกรณ์คอมพิวเตอร์เป็นแค่องค์ประกอบส่วนหนึ่งเท่านั้น งานสาขานี้ประกอบไปด้วยส่วนอื่นๆอีกมากมายเช่น การสื่อสาร ข้อมูล ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ คนในวงการนี้ต้องการให้เกิดความขลังในการเรียกชื่อจึงตั้งศัพย์ขึ้นมาเฉพาะโดยใช้คำว่า Information Technology หรือคำในภาษาไทยเรียกว่า เทคโนโลยีสารสนเทศ ต่อไปนี้จะเรียกสั้นๆว่า ไอที

เพื่อให้การอภิปรายเป็นไปตามลำดับและเห็นภาพได้ชัดเกี่ยวกับอาชีพด้านไอทีว่า สถาปนิกสามารถเข้ามามีส่วนเข้าไปในวงการนี้ได้อย่างไร ขอใช้การวิเคราะห์ที่เรียกว่า SWOT Analysis โดยมีรายละเอียดดังนี้

O =Opportunity โอกาส

จากตัวเลขของจำนวน Internet Server เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทั่วโลก แสดงว่าจำนวนคนที่ใช้งานคอมพิวเตอร์มีอย่างมากมาย โอกาสทางด้านการตลาดมีมากมายมหาศาล

ตลาดด้าน IT เป็นตลาดแบบ Fragmentation หรือตลาดแบบกระจายตัว ไม่มีการครอบครองตลาดได้โดยผู้เดียว ผู้ประกอบการหน้าใหม่เล็กๆก็สามารถเข้ามาในตลาดได้โดยไม่ยากนัก

ไอทีเป็นเรื่องสำคัญกับการทำงานทุกส่วนทุกด้านและจะเข้ามามีส่วนในชีวิตประจำวันและการทำงานของพวกเรามากขึ้นๆทุกขณะเรียกว่าต่อไปหายใจเข้าหายใจออกก็จะเป็น ไอที

การลงทุนต่ำ ผู้ประกอบการเข้าในตลาดได้เร็วออกได้เร็ว มีช่องทางหลากหลายให้เข้าไปมีส่วนร่วมในตลาด ไม่ต้องมีใบประกอบวิชาชีพ ไม่ต้องสอบเพื่อขอใบอนุญาต ทุกคนสามารถบอกว่าตัวเองเป็นนักคอมพิวเตอร์หรือเป็นนักไอทีได้อย่างไม่ต้องเคอะเขิน

ปัญหาเรื่อง Y2K เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องการคนไอทีเข้าไปแก้ไข ต้องการคนไอทีเป็นปริมาณมาก

T = Threat อุปสรรค

ศาสตร์ด้าน IT กว้างขวางมาก คำถามที่เจอคือจะเรียนอะไรดี มากกว่าน่าจะเรียนไหม? เปรียบเทียบเหมือนการเดินอยู่ในถ้ำที่มืด คนที่อยู่นอกถ้ำคือคนที่ไม่รู้เรื่องและไม่อยากรู้เรื่องไอที คนที่เริ่มเรียนรู้ไอทีเปรียบเสมือนคนถือเทียนเดินเข้าไปในถ้ำ เริ่มเห็นผนังถ้ำที่ใกล้ตาทุกด้านคิดว่าผนังถ้ำมีเท่านี้ทำให้คิดไปเองว่าตัวเองรู้เรื่องเกี่ยวกับไอทีหมดแล้ว เมื่อเรียนรู้ไปอีกระดับเปรียบเหมือนได้ ไฟสปอร์ทไลท์จะพบว่าที่เพดานถ้ำลึกสูงมากจึงปีนขึ้นไปเรื่อยๆจนว่าหาที่สิ้นสุดไม่เจอถึงตอนนั้นหลายคนจะเริ่มหมดกำลังใจเริ่มสบสน คนที่ไม่หมดกำลังใจจะเริ่มก่อกำแพงล้อมรอบตัวเองเพื่อหยุดตัวเองไม่ให้ไปไกลจนกู่หาทางกลับไม่เจอ

เนื่องจากตลาดเป็นแบบกระจาย คู่แข่งจึงมีปริมาณมหาศาล ราคาจ้างในการทำงานด้านไอทีลดลงมาก โดยเฉพาะงานภาพสามมิติจากเดิมเริ่มที่สามหมื่นบาท ตอนนี้แปดพันบาทก็ทำแล้ว มีการพัฒนาเทคโนโลยีด้านซอฟต์แวร์ไปมากทำให้หาความแตกต่างของผลงานระหว่างคนเริ่มทำงานมาใหม่ๆกับคนที่ทำงานด้านนี้มานานแล้วได้ยากยิ่งขึ้น ยิ่งคู่แข่งขันใช้งานซอฟท์แวร์ตัวใหม่กว่ายิ่งได้เปรียบกว่าคนที่ยังใช้เวอร์ชั่นเก่าอยู่

เทคโนโลยีเปลี่ยนเร็วมาก กำลังเรียนซอฟต์แวร์ตัวหนึ่งยังไม่เข้าใจเลย บริษัทผู้ผลิตก็ผลิตรุ่นใหม่แล้ว ลงทุนต่ำเรื่อง ฮาร์ดแวร์ แต่ต้องลงทุกชีวิตทั้งหมดสำหรับการเรียนรู้ การตามเทคโนโลยีไม่ทันวงการนี้ไม่ใช้คำว่า Out of date แต่ใช้คำว่า obsolete แปลว่าพ้นสมัย เลิกใช้งานไปเลย

ยังไม่เคยเจอคนทำไอทีที่รวยมากๆเลย เมื่อเทียบกับคนที่ทำธุรกิจด้านการสื่อสาร บริษัท ไอทีจะล้มลุกคลุกคลานโดยตลอด (ยกเว้น บริษัทไมโครซอฟท์) ราคาจ้างคนไอทีก็จะต่ำลงๆ เช่นอดีต พนักงานเขียนแบบเมื่อหลายปีก่อนเรียกเงินเดือนมากกว่าสองเท่าของมารฐานโดยอ้างว่าทำ AutoCADเป็น ปัจจุบันความสามรถข้อนี้ไม่ได้เป็นความได้เปรียบอีกต่อไปแล้ว

งานไอทีเป็นงานสำคัญแต่ผู้บริหารไม่ค่อยให้ความสนใจเพราะไม่รู้เรื่อง การทำงานของคนไอทีจะถูกใช้งานเหมือนงานเสมียนหรือเป็นแค่ คนทำงานระดับล่างเท่านั้น

S = Strength จุดแข็ง

สถาปนิก มีความสามารถในการมองภาพรวมจากส่วนใหญ่ไปถึงส่วนย่อยได้ เราสามารถทำแบบ 1:10000 ลงไปถึง รายละเอียด 1:2 หรือ 1:1 เป็นข้อได้เปรียบเมื่อมีการพัฒนาโครงการไอทีขนาดใหญ่

สถาปนิกรู้จักการทำงานเป็นขั้นเป็นตอน รู้จักการทำแบบร่างคร่าวๆ แบบร่างระเอียด แบบพัฒนา แบบจริง มีประโยชน์ในการพัฒนาเรื่องเกี่ยวกับไอทีเป็นอย่างยิ่ง

สถาปนิก มีการรับรู้แบบวัตถุและทำงานผ่านการจิตนาการเป็นภาพ มากกว่าอาชีพอื่นๆ เข้ากับ แนวความคิดใหม่ด้านไอทีที่เรียกว่า Object oriented

สถาปนิกสามารถออกแบบ สิ่งที่คนใช้งานรับรู้และมองเห็นได้ดูดีกว่า หลายๆอาชีพ

W =Weakness จุดอ่อน

สถาปนิก ไม่ชอบงานเอกสาร ไม่ชอบเก็บข้อมูล อารมณ์ศิลปินมากกว่าอาชีพที่ใช้ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์แขนงอื่นๆ

ไม่ชอบทำงานซ้ำ ไม่ชอบเอาของเก่ามาใช้ใหม่ ชอบทำงานใหม่ทุกครั้ง ไม่ชอบลอกแม้กระทั้งตัวเอง เพราะถูกสอนมาอย่างนั้น (ยกเว้นการลอกแบบจากแมกกาซีน แต่ก็มักไม่ลอกเล่มซ้ำ) หัวใจของการทำงานไอทีคือ การทำลดเวลาทำงาน ลดข้อผิดพลาด โดยวิธีการเอาของเก่ากลับมาใช้ซ้ำแล้วซ้ำอีก แนวความคิดนี้มาจากความเชื่อที่ว่า ของเดิมที่ทำมาแล้วนั้ยได้รับการใช้งานและพิสูจน์มาแล้วว่าทำงานได้ดีถูกต้อง มีการตรวจสอบข้อผิดพลาดต่างๆมาแล้ว

ไม่สนัดเรื่องที่มองไม่เห็น สถาปนิกเราอยู่วิชาที่เรียกว่า งานวิจิตศิลป์ ไอทีนั้นเหมือนก้อนน้ำแข็งในทะเลที่เรือไตตานิก ชน จนกลายเป็นเรื่อง”ชู้รักเรือล้ม” ส่วนที่เรามองเห็นเป็นแค่ 1-2% ที่เราต้องยุ่งเกี่ยวเท่านั้นส่วนที่มองไม่เห็นมีอีกมาก เรามักจิตนาการไม่ค่อยออก

ภาพพจน์คนที่เก่งด้านนี้เป็นวิศวกร สถาปนิกที่เก่งเท่าเก่งในด้านนี้จะเป็นแค่มืออันดับรองๆเสมอ

เราไม่ถนัดเรื่องการแข่งขันแบบเสรีโดยไม่มีกติกาหรือไม่มีใบประกอบวิชาชีพ เราเคยชินกับการทำงานใต้เกาะกำบังอยู่ตลอดเวลาที่จำกัดคนที่สามรถเข้ามาอยู่ในวงการ

ระเภทของงานไอที

จะแบ่งโดยใช้การทำงานของสถาปนิกเป็นหลักดังนี้

1. งานที่เกี่ยวกับสถาปนิกโดยตรง

เช่น งานด้านการเขียนแบบ CAD งานทำ 3D งานทำ Presentationด้านสถาปัตยกรรม ตลาดนี้ยังเป็นตลาดของ สถาปนิก หรือ ผู้ที่เรียน มาสายนี้อยู่ แต่ ในขณะเดียวกัน ตลาดนี้ สำหรับคนนอกวงการ เป็นตลาดที่หอมหวาน คนมากมาย อยากสู่ตลาดนี้กันมาก เพราะ งานด้านนี้ ดูตื่นเต้นที่สุด ในวงการไอทีเมื่อเทียบกับงานด้านอื่นๆและมักคิดว่าค่าตอบแทนสูง

2. งานที่มีส่วนเกี่ยวเนื่องบ้าง

เช่น งานกราฟฟิกต่าง งานสิ่งพิมพ์ งานออกแบบ WEB Page งานด้านโฆษณา ต่างๆ มีสถาปนิกหลายคนเข้าไปจับงานด้านนี้ ซึ่งก็ต้อง ต่อสู้มากพอสมควร ที่เดียวกว่าจะเป็นที่ยอมรับกัน

3. งานที่ไม่ค่อยเกี่ยวข้องกับอาชีพสถาปนิกเลย

เช่น งานระบบฐานข้อมูล งานระบบการสื่อสาร งานฮาร์ดแวร์ ต่างๆ งานบริหารศูนย์ไอที เป็นต้น งานด้านนี้ มีลักษณะที่ขัดแย้งกันเองมาก คือสามารถ เข้าได้ง่าย ในขณะเดียวกัน ก็ก้าวหน้าได้ยากที่สุด เนื่องจาก เหตุผลตามที่กล่าวมาแล้ว การได้โอกาสทำงานด้านนี้ เรียกว่า ต้องใช้แรง และ ความพยายาม เป็นอย่างมาก รวมทั้งต้องสลัดคราบ สถาปนิก ออก ทั้งหมด ไม่สามารถเอาใช้ เป็นข้อกล่าวอ้าง เพื่อ ความ ได้เปรียบใดๆ

สรุป

ถ้าใครอยากเข้าไปในวงการนี้ให้เข้าไปแต่อย่าหลงทางโดยเดินตามเทคโนโลยีมากเกินไป เข้าใจผิดคิดว่าไอทีเป็นสิ่งวิเศษ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ คน ไม่ใช่คอมพิวเตอร์ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ภาพยนต์เรื่อง Toy story แม้จุดขายจะเป็นเรื่องคอมพิวเตอร์อะนิเมชั่น แต่เหตุที่ หนังทำเงิน อย่างมหาศาล และ ทำให้คนประทับใจ ในหนัง คือ เนื้อเรื่องง ข้อพิสูจน์อีกข้อคือ การเปรียบเทียบระหว่างหนังเรื่อง ANTZ กับ A bug’s life ทั้งสองเรื่อง ใช้เทคนิค ทางคอมพิวเตอร์ ที่ไม่แตกต่างกัน ANTZ ยังขายเสียงดาราเพิ่มอีกด้วย แต่คนดูชอบ A bug’s life มากกว่ามหาศาล ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น

ถ้าเรา อยากทำอะไรด้านไหนให้ทำไปเลยแต่ต้องตั้งใจทำให้ถึงที่สุด ขอยกคำพูดของท่านอาจารย์ มานิต รัตนสุวรรณ นักการตลาด ที่เก่งกาจ มาก ท่านหนึ่งไทย เคยกล่าวไว้ว่า “ถ้าคิดจะทำอะไรให้เอื้อมมือคว้าดาวจนสุดแขนเข้าไว้ แม้จะ ไม่ สามารถ คว้าดาวได้ เราก็แน่ใจว่ามือของเราจะไม่เปื้อนฝุ่น”


ข้อมูลและรูปภาพภายในเว็บไซค์นี้เป็นลิขสิทธิ์ของผู้จัดทำเท่านั้นห้ามผู้ใดทำสำเนาหรือนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร
This page Start on 9 / 9 /1999
Copyright  @ 1999 winyou All rights reserved.