Home

A r c h i t e c t ' s __ A n s w e r s =^-^=* (winyou webpage)
ส ถ า ป นิ ก ต อ บ ปั ญ ห า =^-^=

update 6 January, 2010 23:44

rOOt

สถาปัตยวิศวกรรม

เกชา ธีระโกเมน
มกราคม 2542

คำนำ

โลกในอนาคตเป็นโลกของการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยี วัฒนธรรม ภาษาและแม้แต่เชื้อชาติ และเมื่อพูดถึงงานออกแบบ เนื่องจากคอมพิวเตอร์ได้เข้ามามีบทบาทและช่วยให้งานออกแบบทั่วไปเป็นมาตรฐานมากขึ้น บทบาทของมนุษย์ที่เป็นสถาปนิกและวิศวกรจึงเปลี่ยนไป โดยต้องใช้ความคิดมากกว่าการเขียนแบบอย่างแต่ก่อน ซึ่งเป็นบทบาทที่ถูกต้องและน่าสนุกมากกว่าเดิม
จินตนาการของมนุษย์นั้นไม่มีขอบเขตจำกัด แต่ในชีวิตจริงคนที่มีความสามารถคือคนที่สามารถสร้างจินตนาการให้กลายเป็นจริงได้ ซึ่งก็ต้องอาศัยความรู้ในหลายด้านประกอบกัน
อาคารเป็นสิ่งก่อสร้างที่เกิดจากความรู้ทางด้านสถาปัตย์และวิศวกรรมหลากหลายสาขา การนำความคิดในการออกแบบผสมผสาน(Integrated Design)จึงเป็นแนวความคิดที่ถูกต้อง และจะนำไปสู่แนวทางการออกแบบที่เป็นนวัตกรรมใหม่
สถาปนิกในวันข้างหน้าจะต้องรู้เรื่องงานวิศวกรรม และวิศวกรก็จะต้องรู้เรื่องงานสถาปัตยกรรม จึงจะสามารถสร้างสรรงานที่เป็นIntegrated Designได้ นักออกแบบจะต้องเข้าใจเรื่องวัสดุผนัง หลังคา พื้น หน้าต่าง กระจก ประตู เพราะเรื่องเหล่านี้ เกี่ยวข้องกับทั้งสถาปนิกและวิศวกรทั้งคู่เป็นอย่างมาก
โลกยังคงเปิดกว้าง แนวทางการออกแบบอาคารในรูปแบบใหม่ๆที่ดีกว่าเดิมยังคงรอให้นักออกแบบรุ่นใหม่ค้นหา ไม่จำเป็นต้องตามแบบอย่างของสถาปนิกที่มีชื่อในอดีต แต่สามารถหาแนวทางการออกแบบที่เป็นของตัวเอง ในรูปแบบของ Integrated Design

ทิศทางของโลก

หลังจากปีคศ.2000 เมื่อมนุษย์ใช้สมองมากขึ้น เนื่องจากคอมพิวเตอร์และระบบอัตโนมัติได้เข้ามาทดแทนงานพื้นฐานแทนมนุษย์ มนุษย์จะเรียกร้องหาธรรมชาติ เรียกร้องหาคุณภาพชีวิตที่ดี และสิทธิมนุษยชน
การออกแบบอาคารจะต้องสอดคล้องกับ 3 สิ่งดังนี้คือ

  1. ENERGY
  2. ENVIRONMENT
  3. SAFETY

ผู้ออกแบบอาคารจึงมีหน้าที่ประสานสิ่งเหล่านี้เข้ากับความต้องการของผู้ลงทุน คุณค่าของผู้ออกแบบจึงอยู่ที่ว่าจะทำหน้าที่นี้ได้ดีเพียงใดและจะสร้างความโดดเด่นให้สังคมยอมรับได้เพียงใด
ในการออกแบบ”บ้านน้ำตก” แฟรงค์ ลอยด์ ไร้ท์ มีชื่อเสียงและเป็นที่ยอมรับจนถึงปัจจุบัน เนื่องจากเขาสามารถผสมผสานอาคารให้เข้ากับธรรมชาติได้อย่างดีเยี่ยมจนเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป

บ้าน

อาคารที่อยู่ใกล้ตัวเรามากที่สุดก็คือ”บ้าน”นี่เอง นักออกแบบสามารถสร้างนวัตกรรมใหม่กับอาคารประเภทนี้ได้อีกหลายรูปแบบ
สมมติว่ามีคนให้ออกแบบบ้านสักหลังบนเนื้อที่ 200 ตร.วา เป็นบ้าน 3 ห้องนอน เดิมสถาปนิกก็มักจะสัมภาษณ์เพื่อให้รู้ถึงความต้องการและรสนิยม แล้วก็วางผัง ออกแบบให้มีรูปด้านภายนอกที่ดูดี และพื้นที่ภายในที่คาดว่าอยู่สบาย โดยเมื่อได้ผังแล้วก็จะคุยกับวิศวกรเพื่อออกแบบระบบโครงสร้างและงานระบบวิศวกรรมต่างๆ
การออกแบบผสมผสานจะมีจุดเริ่มต้นที่ต่างกัน คือหลังจากทราบความต้องการและรสนิยมของเจ้าของบ้านแล้ว จะต้องสร้างการยอมรับกับบ้านในแนวความคิดใหม่ด้วย หลังจากนั้นก็วางผังและออกแบบโดยนำความรู้ทั้งทางด้านสถาปัตยกรรมและวิศวกรรมมาประกอบเข้าด้วยกัน ต่อไปสถาปนิกที่มีความชำนาญในการออกแบบในลักษณะนี้ก็จะมองภาพของการประกอบงานสถาปัตยกรรมและวิศวกรรมเข้าด้วยกันกับความต้องการของเจ้าของบ้านได้ชัดด้วยตัวเองมากขึ้น สามารถประยุกต์ได้อย่างมีสมดุลย์
การออกแบบคงจะต้องเริ่มจากส่วนที่สำคัญที่สุด คือส่วนที่ใช้นอนซึ่งเป็นส่วนที่ใช้เวลาอยู่มากที่สุด และส่วนบริการหลัก เช่น ห้องน้ำ ห้องอาหารและห้องครัว
สมมติว่าเจ้าของบ้านยอมรับแนวความคิดใหม่ได้ ส่วนใหญ่การใช้เครื่องปรับอากาศจะใช้ที่ห้องนอน ห้องรับแขก ห้องนั่งเล่น ห้องทานอาหาร จะใช้เครื่องปรับอากาศเมื่อรับแขก และวันหยุดที่มีอากาศร้อน ก็จะต้องออกแบบส่วนห้องนอนให้เหมาะกับการใช้เครื่องปรับอากาศ และส่วนอื่นๆให้เหมาะกับการระบายอากาศ ในขณะที่สามารถใช้เครื่องปรับอากาศได้ด้วย
ห้องที่ใช้เครื่องปรับอากาศอยู่เสมอ ควรจะมีระบบการกันความร้อนที่ดี ไม่เป็นมวลสะสมความร้อนและมีหน้าต่างที่จำกัด ส่วนห้องที่ระบายอากาศได้ดีควรจะโปร่ง มีความสูงและก็ไม่เป็นมวลสะสมความร้อนเช่นเดียวกัน
การออกแบบบ้านยังมีรายละเอียดต่างๆอีกมากมายที่น่าจะนำมาศึกษา เช่นตัวอย่างดังต่อไปนี้ เพราะถึงบ้านจะเป็นอาคารขนาดเล็ก แต่ก็ต้องอาศัยประสบการณ์สูง สถาปนิกที่มีชื่อเสียงก็มักจะมีผลงานออกแบบบ้านอยู่ด้วยเสมอ

สำนักงาน

เมื่อก่อนนี้ การออกแบบสำนักงานก็จะเริ่มที่การคำนวณพื้นที่สำนักงานสูงสุดที่สามารถสร้างได้ เพื่อที่จะได้นำไปใช้ในการประมาณค่าก่อสร้างและคำนวณการลงทุน หลังจากนั้นสถาปนิกก็จะนำโจทย์นี้ไปใช้ในการออกแบบ โดยให้สอดคล้องกับเทศบัญญัติและแต่งเติมให้ดูสวยงาม หลังจากที่ได้รูปแบบที่ต้องการแล้วก็จะคุยกับวิศวกรเพื่อให้อาคารสามารถนำไปก่อสร้างให้เป็นจริงได้
ดูเหมือนว่า ลำดับขั้นการทำงานนี้จะเป็นสูตรสำเร็จ และไม่มีทางเลือกเป็นอย่างอื่น ในที่สุดก็ต้องยอมรับว่า รูปแบบอาคารถูกกำหนดจากขนาดที่ดินและข้อกำหนดระยะเว้น ระยะร่นตามกฎหมาย ไม่ได้เป็นไปตามหลักทางสถาปัตยกรรมและวิศวกรรมที่ถูกต้องแต่อย่างใด จึงมีเหตุผล หากจะกล่าวกันว่า เทศบัญญัติ และพรบ.ควบคุมอาคาร ควรจะได้รับการแก้ไข
อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกหลายอย่างที่นักออกแบบจะทำได้ภายใต้ข้อจำกัดในปัจจุบัน โดยอาศัยหลักการออกแบบผสมผสาน ดังตัวอย่างต่อไปนี้

โรงพยาบาล

อาคารประเภทโรงพยาบาลจัดอยู่ในประเภทของอาคารที่ออกแบบยากที่สุดประเภทหนึ่ง เนื่องจากข้อกำหนดความต้องการที่ซับซ้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของการป้องกันการติดต่อของเชื้อโรค ที่ผ่านมา มีการนำแนวทางการออกแบบเพื่อให้โรงพยาบาลไม่เหมือนโรงพยาบาล ให้มีบรรยากาศเหมือนโรงแรม โดยหวังว่าจะมีผลที่ดีกับลูกค้าที่เป็นคนไข้ ทำให้คนกล้าที่จะมาโรงพยาบาลกันมากขึ้น เมื่อเศรษฐกิจตกต่ำ คนไข้ก็มาใช้บริการน้อยลง เมื่อรายได้ลดลง การบำรุงรักษาระบบปรับอากาศก็ถูกละเลย ผลก็คือการติดเชื้อที่เพิ่มสูงขึ้น

การติดเชื้อ มีสาเหตุมาจากการปรับอากาศ

ดังนั้น การป้องกันการติดเชื้อคือการใช้การปรับอากาศเท่าที่จำเป็น จัดแบ่งพื้นที่ปรับอากาศเป็นสัดส่วนแยกจากกัน(Zoning) และควบคุมให้พื้นที่ปรับอากาศมีการกรองอากาศที่ดี มีการควบคุมความดันอากาศให้เป็นบวก มีการควบคุมอุณหภูมิและความชื้น เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็จะสอดคล้องกับ Energy Environment Safety หรือ EES

ตัวอย่างการจัดพื้นที่ให้เป็นสัดส่วนแยกกันเพื่อป้องกันการติดเชื้อเป็นดังนี้

เรื่องCOMMONๆ

การออกแบบโดยอาศัยหลักการของการใช้ประโยชน์ร่วมกัน เป็นกุญแจสำคัญประการหนึ่งของIntegrated Design
สถาปนิกจะคุ้นเคยกับการวางผังของ Circulation Space ในการวางผังการใช้พื้นที่ หรือCirculation Core ในการวางผังอาคาร เนื่องจากประสิทธิภาพในการใช้พื้นที่ขึ้นกับการวางผังที่ดี การวางลิฟต์โดยสาร ลิฟต์บริการ บันได บันไดเลื่อน ห้องน้ำ จะตัวกำหนดคุณภาพของการออกแบบ โดยการออกแบบที่ดี จะใช้พื้นที่ในส่วนนี้น้อย แต่สะดวก ไม่ไกล ไม่งง และปลอดภัย นอกจากนี้ยังมีองค์ประกอบอันได้แก่ ช่องท่อและห้องเครื่อง ซึ่งต้องพิจารณาไปพร้อมกัน Circulation Coreของอาคารสำนักงานที่เป็นอาคารสูง ต้องอาศัยความชำนาญและต้องมีความรู้เรื่องการขนส่งด้วยลิฟต์ มีความรู้เรื่องการวางบันไดหนีไฟ มีความรู้เรื่องระบบไฟฟ้า ระบบปรับอากาศและระบายอากาศ ระบบสุขาภิบาล ระบบควบคุมควันไฟ ระบบป้องกันอัคคีภัย และระบบโครงสร้างจึงดูเหมือนจะเป็นเรื่องทางด้านวิศวกรรมเสียมาก การวางผังจึงต้องทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด

ในกรณีที่มีกลุ่มอาคาร ควรวางแผนของการสัญจรหลักของกลุ่มอาคาร และพิจารณาใช้ระบบการสัญจรร่วม ระบบการขนส่งทางดิ่งร่วม ใช้บันไดหนีไฟ ใช้ลิฟต์บริการร่วมกัน
การสัญจรที่ดีลักษณะหนึ่งคือการจัดแบบ STAR ซึ่งจะทำให้การสัญจรเป็นไปได้ในแนวรัศมีที่สั้นที่สุด และไม่หลงทิศโดยง่าย
ในระบบการทำความเย็นในระบบปรับอากาศ ได้มีการนำหลักการใช้งานร่วมนี้มาใช้สำหรับกลุ่มอาคารหรือเมืองใหม่เพื่อเฉลี่ยการใช้ความเย็นร่วมกัน เนื่องจากการใช้งานต่างเวลากัน ทำให้สามารถลดขนาดเครื่องทำความเย็นลงได้มาก ในบางกรณีสามารถลดได้กว่าครึ่ง ระบบนี้เรียกว่าระบบ District Cooling

จะเห็นได้ว่า หลักการใช้งานร่วมกัน แบ่งกันกินแบ่งกันใช้นี้ จะเป็นหนทางหนึ่งในการที่จะช่วยประหยัดพื้นที่ ประหยัดค่าก่อสร้าง ช่วยลดบันได ลดจำนวนลิฟต์ ลดขนาดเครื่องทำความเย็น ลดขนาดหม้อแปลงไฟฟ้า เพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งาน และลดการใช้พลังงานได้มาก เรื่องCOMMONๆอย่างนี้ ไม่ใช่ธรรมดา และต้องอาศัยคนที่มองออกและมีมุมมองที่กว้าง

GRID

การกำหนดขนาดของGRIDเป็นกุญแจอีกดอกหนึ่งในเรื่องIntegrated Design เพราะขนาดของGRIDจะต้องกำหนดจากองค์วัสดุในระบบงานวิศวกรรม ฝ้าเพดาน และเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งต้องยอมรับกันที่ 1.20 ม.
แปลกแต่ก็จริงที่กฎหมายเป็นผู้ออกแบบอาคารอีกแล้ว และทำให้GRIDอาคารต้องเป็นไปตามขนาดที่เหมาะสมกับที่จอดรถ
ในกรณีของการออกแบบอาคารสำนักงาน การกำหนดGRIDจะต้องมองไกลไปถึงOFFICE MODULE โดยการกำหนดลักษณะของOFFICE MODULEว่าจะมีขนาดเท่าไร ที่นิยมมากที่สุดคือ 3.60x3.60 ม.ซึ่งเป็นขนาดที่ประหยัดแต่ก็ใช้ได้ หรือ 4.80x4.80 ม.ซึ่งกว้างขวางกว่า เมื่อกำหนดได้แล้ว ก็ต้องกำหนดช่วงเสาที่สอดคล้อง กำหนดผังฝ้าเพดาน การวางโคมไฟฟ้า หัวจ่ายแอร์ หัวสปริงเกลอร์ Fire Detector รวมทั้งลำโพงเสียง เป็นแบบมาตรฐาน เพื่อให้และดูเป็นระเบียบสวยงาม ประหยัดค่าก่อสร้าง และประหยัดไฟฟ้า
อาคารที่มีรูปทรงอิสระ เช่น อาคารกลม อาคารโค้ง จะแตกต่างออกไป แต่การกำหนดให้มีระบบGRID ก็จะช่วยให้อาคารมีจังหวะที่เป็นระบบสวยงาม อาคารพวกนี้ไม่ควรมีฝ้าเพดาน หรือมีเฉพาะบริเวณ

FACADE

งานระบบวิศวกรรมที่มีผลกับรูปภายนอกของอาคารได้แก่

1. ห้องเครื่องหลัก และห้องเครื่องระหว่างชั้น(Intermediate Mechanical Floor)
2. ช่องระบายอากาศ
3. Condensing Unit และ Cooling Tower
4. ท่อน้ำฝน
5. พัดลมระบายอากาศ
6. ท่อระบายอากาศ
7. ท่ออื่นๆ
8. ถังน้ำ
9. ห้องเครื่องลิฟต์
10. เครื่องทำความสะอาด
11. เสาอากาศและจานสัญญาณระบบสื่อสาร
12. ลานเฮลิคอปเตอร์
13. เสาล่อฟ้า
14. ไฟส่องอาคาร
15. ป้ายไฟ

นอกจากนี้ ในการควบคุมค่าOTTVก็จะมีผลกับการออกแบบกระจกและการบังเงา ดังนั้น ต่อไปการเขียนรูปภายนอกของอาคาร ควรจะใส่องค์ประกอบต่างๆเหล่านี้ลงไปด้วย โดยสามารถใช้รายการข้างต้นเป็น Check List เพื่อให้แน่ใจว่าได้พิจารณาครบแล้ว และเพื่อให้ได้ภาพที่เป็นจริง

ประตู

ท่านอาจจะสงสัยว่าทำไมต้องเอาเรื่องประตูมากล่าวด้วย ดูไม่น่าจะเกี่ยวกับงานวิศวกรรมเลย ถ้าเป็นเช่นนั้น ขอยกตัวอย่างเรื่องราวที่เกี่ยวกับประตูดังนี้

ประตูบานคู่

ท่านจะต้องตอบให้ได้ชัดเจนว่าทำไมจึงใช้ประตูบานคู่ โดยทั่วไปมี 2 เหตุผลคือ 1. เพื่อให้คนผ่านได้มาก 2. เพื่อความสะดวกในการขนของ ด้วยเหตุผล 2 ประการนี้ ประตูบานคู่จะมีที่ใช้ไม่มาก เช่น ห้องประชุมขนาดใหญ่ หรือห้องเครื่อง การกำหนดให้ใช้ประตูบานคู่ จะต้องทราบว่าราคาจะสูงกว่าบานเดี่ยว และมีจุดอ่อนตรงกลางช่องประตูระหว่างบานประตูที่เป็นร่องเนื่องจากไม่มีวงกบประตูรับ ร่องประตูนี้จะเป็นช่องให้เสียง ควันไฟ ฝนและแอร์ลอดได้

ประตูบานเดี่ยว

ประตูบานเดี่ยวที่ผลิตในประเทศจะมีขนาดบานประตูไม่รวมวงกบตั้งแต่ 80 ซม.ถึง 1.50 ม. แต่โดยทั่วไป ไม่ควรให้บานประตูกว้างเกินกว่า 1.20 ม.เนื่องจากจะทำให้ประตูไม่แข็งแรง ไม่เหมาะกับDoor Closer และไม่สามารถใช้เป็นประตูฉุกเฉินได้
วงกบประตูควรมีบ่ารับบานประตู เพื่อไม่ให้เกิดร่องประตู โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากเป็นประตูหนีไฟจะต้องมีธรณีประตูด้วย เนื่องจากที่บานประตูจะมีซีลยางเพื่อกันควันไฟ โดยธรณีประตูจะโผล่พ้นพื้นได้ไม่เกิน 1.3 ซม. หากสูงกว่านี้จะต้องทำพื้นลาดขึ้นไปรับธรณีประตูด้วยความลาดเอียงอย่างน้อย 1 ต่อ 2
ประตูกระจกอะลูมิเนียมมักจะไม่มีบ่ารับและเมื่อเปิดเต็มที่ จะเหลือช่องประตูเล็กกว่าบานประตูกว่า 10 ซม.จึงไม่น่าใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประตูที่บานเป็นกระจกแบบFrameless จะมีร่องโดยรอบบานประตู จึงไม่ควรใช้นอกอาคารเพราะไม่กันฝน ไม่กันฝุ่น ไม่กันเสียง และทำให้แอร์รั่ว และไม่ควรใช้กับห้องประชุม เพราะไม่กันเสียง ไม่กันแสง และแอร์รั่วเช่นเดียวกัน

ประตูเลื่อน

ประตูเลื่อนซึ่งรวมถึงประตูเหล็กม้วน มักจะนิยมใช้กับช่องประตูขนาดใหญ่ เช่น ห้างสรรพสินค้า โกดัง โรงงาน ห้องเครื่อง และไม่สามารถใช้เป็นประตูฉุกเฉินได้ ดังนั้น เมื่อใช้ประตูเลื่อน จะต้องจัดให้มีประตูสำหรับบุคคล(Personnel Door)ประกอบอยู่ข้างๆ เพื่อใช้เป็นประตูฉุกเฉินและในกรณีที่ประตูเลื่อนใช้การไม่ได้
ประตูเหล็กม้วนไม่เหมาะสำหรับห้องเครื่องเนื่องจาก บานประตูไม่กันเสียง ไม่กันไฟ ไม่กันฝน และเปิดปิดยาก

ทิศทางการเปิดประตู

มีข้อกำหนดทางด้านความปลอดภัยที่สำคัญอยู่ 2 ประการคือ
1. สำหรับห้องที่มีคนมากกว่า 50 คน จะต้องมีประตูอย่างน้อย 2 บาน โดยที่ห่างกันไม่น้อยกว่า 1/2 ของเส้นทะแยงมุมของห้องที่ยาวที่สุด และประตูจะต้องเปิดออกจากห้อง
2. ประตูในแนวทางหนีไฟ จะต้องเปิดในทิศทางหนีไฟ
ประตูห้องเครื่อง ก็จะต้องเปิดออกจากห้องเครื่องเช่นเดียวกัน

วัสดุ

ประตูไม้อัดเหมาะกับการใช้งานภายในทั่วไป แต่ไม่กันไฟ กันเสียง และไม่เป็นฉนวน
ประตูไม้จริงเหมาะกับประตูห้องพัก เช่น โรงแรม คอนโดมิเนียม เพราะทนไฟได้ดีกว่าไม้อัด กันเสียงได้ และเป็นฉนวน แต่ก็ไม่ควรใช้นอกอาคารเนื่องจากไม้จะแตก
ประตูเหล็ก อาจจะเหมาะกับห้องเก็บของ ห้องเครื่องทั่วไป แต่ไม่กันไฟ เพราะจะบิดเมื่อร้อน ไม่เป็นฉนวน
ประตูเหล็กทนไฟ คือประตูที่น่าใช้ที่สุด และอัตราการทนไฟก็มีตั้งแต่ 1 ถึง 4 ชั่วโมง ราคาก็แตกต่างกันไป แต่ประตูประเภทนี้จะเป็นประตูที่ได้มาตรฐาน กันเสียง กันความร้อน กันความชื้น และแอร์ไม่รั่ว

กลอนประตู

กุญแจลูกบิด เหมาะกับการใช้งานทั่วไป แต่ห้ามใช้กับประตูฉุกเฉิน
กุญแจประกอบมือจับ เหมาะกับห้องเรียน ห้องทำงาน ห้องประชุม เพราะปกติจะผลักเปิดได้เลยเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน และล็อกได้หลังเวลาใช้งาน
Panic Bar ใช้สำหรับประตูหนีไฟ
ประตูที่อยู่ภายนอกควรจะมีDoor Closerเพื่อป้องกันแมลงเข้าและแอร์รั่วจากการเปิดประตูทิ้งไว้

เกล็ดประตู

ในแค๊ทตาล็อกประตู มักจะมีประตูที่มีเกล็ดระบายอากาศที่เป็นมาตรฐานด้วย ประตูที่มีเกล็ดระบายอากาศนั้นมีที่ใช้ไม่มาก ส่วนใหญ่จะใช้ที่ห้องน้ำเพื่อให้มีการระบายอากาศผ่านประตู อย่างไรก็ตาม เกล็ดระบายอากาศนี้มักจะเป็นทางนำความชื้นเข้าสู่ภายในห้องด้วย นอกจากนำเสียงและกลิ่น ดังนั้น ประตูห้องน้ำจึงควรทึบและหาทางระบายอากาศทางอื่น ห้องน้ำสาธารณะไม่ควรมีประตู เพื่อไม่ให้ประตูขวางทางลม และเพื่อสุขอนามัย เนื่องจากบานประตูและมือจับที่สกปรก

ห้องน้ำ

ห้องน้ำคือสุดยอดของงานสถาปัตยกรรม ที่อยู่อาศัยของมนุษย์ตั้งแต่โบราณจะต้องประกอบที่สำคัญอยู่ 3 ส่วนคือ ที่นอน ที่กิน และห้องน้ำ ข้อกำหนดของห้องน้ำที่ดีคือ

1. มีสุขภัณฑ์ที่ลงตัวกับการใช้
2. ระบายน้ำได้ดี
3. ระบายอากาศได้ดี
4. ได้แสงธรรมชาติ
5. น่ารื่นรมย์
ข้อกำหนดทั้ง 5 ประการนี้เป็นเรื่องที่ทุกคนเข้าใจเพราะเป็นหลักการพื้นฐานอยู่แล้ว แต่ต้องถามตัวเราเองว่า ได้ออกแบบห้องน้ำทั้งๆที่รู้นี้ได้ดีเพียงใด ท่านคิดว่า การที่ห้องน้ำอยู่ใต้บันไดอับๆ การที่ห้องน้ำอยู่ในชั้นใต้ดินในบ้าน การที่ระดับห้องน้ำต่ำทำให้การระบายน้ำไม่ดีเป็นเพราะอะไร แน่นอน เป็นเพราะเราลืมไปและคิดถึงห้องน้ำทีหลัง ห้องน้ำที่ออกแบบมาอย่างดี ท่อมีปัญหาตันหรือรั่วจะต้องซ่อมได้ง่าย ไม่มีกลิ่นเหม็น ไม่มีแมลงสาป ห้องน้ำสาธารณะที่ดี จะต้องใช้งานได้ตั้งแต่เด็กจนถึงคนแก่และคนพิการ ปลอดภัย สะอาด

บทส่งท้าย

ประเด็นที่ได้หยิบยกขึ้นมาเป็นตัวอย่างข้างต้นนี้ ต้องการที่จะให้ท่านได้เห็นภาพว่า Integrated Design นั้นอยู่รอบตัวเรานี่เอง ทุกอย่างจะดี จะสวย จะมีประสิทธิภาพเมื่อผู้ออกแบบรู้จักนำความรู้ที่หลากหลายมาประกอบกัน

Integrated Designer ไม่จำกัดว่าจะเป็นใคร เรียนมาทางไหน และวิชานี้คือคำตอบในการพัฒนาการออกแบบที่มีคุณภาพยิ่งขึ้นต่อไป


tOp^ rOOt

ข้อมูลและรูปภาพภายในเว็บไซค์นี้เป็นลิขสิทธิ์ของผู้จัดทำเท่านั้นห้ามผู้ใดทำสำเนาหรือนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร
This page Start on 9 / 9 /1999
Copyright  @ 1999 winyou All rights reserved.

Vehicle Shipping Quote
Home